บทที่ 3 แผนร้าย อุบายลวง
ตอนที่ 3 แผนร้าย อุบายลวง
เมื่อวานนั้นหลังจากเขาออกจากบ้านในช่วงเช้า เขาตรงไปพบเพื่อนซึ่งเป็นนายตำรวจอยู่ภายในตัวเมืองเพื่อสอบถามถึงเหตุการณ์ผิดปกติ อันอาจเกี่ยวข้องกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มวัยยี่สิบหกปีคนนี้ เขาเชื่อเหลือเกินว่าการปรากฏตัวของ “การันต์” มันจะต้องนำความวุ่นวายหรืออาจถึงขั้นฉิบหายมาสู่ใครสักคนในขอบเขตตำบล อำเภอ หรือจังหวัดนี้แน่นอน
“ไม่มีแจ้งคนหาย ทำร้ายร่างกายหรือการฆาตกรรม นายกำลังสงสัยอะไรอย่างนั้นหรือเปลว” ร้อยตำรวจเอกภาคิน นายตำรวจซึ่งถอดเครื่องแบบออกเพราะอยู่นอกเวลาราชการยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ
“ฉันเจอ...คนคนหนึ่ง ถูกทำร้ายแล้วเอามาปล่อยทิ้งอยู่ข้างถนน แต่เขาความจำเสื่อมจำอะไรไม่ได้เลย”
“อ้าว แล้วทำไมนายไม่พาเขามาแจ้งความ”
“อย่าดีกว่า...ฉันรู้จักเขา”
“ยิ่งนายรู้จัก ถ้าเขาถูกทำร้ายหนักจนถึงขั้นความจำเสื่อม นายยิ่งควรพาเขามาแจ้งความหรือไม่ก็ต้องพาไปโรงพยาบาลไม่ใช่หรือเปลว แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”
“เขาปลอดภัยดี...”
“ปลอดภัย โดนทำร้ายจนความจำเสื่อมเนี่ยเหรอ...นายเรียกว่าปลอดภัย”
“เอาเถอะ...ฉันรับรองได้ว่านายจะไม่มีทางได้ทำคดีฆาตกรรมอำพรางศพไม่ทราบชื่อเร็วๆ นี้หรอก เอาล่ะฉันต้องกลับแล้ว ถ้านายมีข่าวอะไรแปลกๆ ส่งข่าวให้ฉันด้วยแล้วกัน”
"ข่าวแปลกๆ มันต้องขนาดไหนนายถึงเรียกว่าแปลก"
"ถ้านายเจอ....นายจะรู้เอง"
"แปลกสุดตอนนี้....คงเพื่อนฉันนี่แหละ เอาเถอะเอาไว้จะส่งข่าวบอกก็แล้วกัน"
เจ้าของบ้านหลังใหญ่ออกมายืนสูบบุหรี่เดินเตร่อยู่บริเวณสวนหน้าบ้าน ตอนที่รถเก๋งคันคุ้นตาปราดแล่นเข้ามาจอดพร้อมกับเจ้าของรถอุ้มร่างของคนที่พยายามหนีไปจากเขาเมื่อช่วงบ่ายวิ่งหายเข้าไปภายในตัวบ้าน
“นาย ผมเจอเด็กที่ไหนไม่รู้ นอนกลิ้งอยู่กลางถนน ตอนแรกคิดว่าเป็นไอ้พวกโจรดักปล้นรถ ดีนะที่ผมไม่เหยียบไส้แตกไปเสียก่อน” หัวหน้าคนงานวางร่างนั้นไว้บนโซฟาก่อนจะหันมารายงานท่าทางร้อนรน
"ผมไม่กล้าพาไปโรงพยาบาล เลยเอามาให้นายช่วยดู ไม่รู้ไปโดนใครกระทืบมาเห็นแผลเต็มตัวไปหมด"
“เด็กที่บ้านฉันเอง ขอบใจนะที่พามาส่ง”
“เด็กของนายหรือครับ แล้วทำไมถึงไม่เคยเห็น...แล้วรอยนั่น” นิ้วชี้ตรงไปยังร่องรอยการถูกทำร้ายตามร่างกาย
“ขโมยน่ะ ถูกจับได้...เลยสั่งสอนสักหน่อย”
“อ๋อ...ครับ”
“แล้วหัวหน้ามีอะไรหรือเปล่า”
“ผมเอาปืนที่นายอยากได้มาให้ดูครับ มีสามกระบอกผมทำทะเบียนให้เรียบร้อยแล้ว” หัวหน้าคนงานวิ่งกลับไปที่รถจากนั้นแบกกระเป๋าดำใบใหญ่มาส่งให้ จากนั้นจึงขับรถกลับไป
“คุณเปลวจะให้ทำยังไงกับ....เจ้าหลงครับ” ไอ้ก้านลูกน้องคนสนิทที่ติดตามรับใช้เจ้านายมาตั้งแต่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่มเดินไปชะโงกหน้ามองคนเจ็บที่นอนซมอยู่บนโซฟา
“เฮ้อ...ไปเอาโซ่ในโรงรถมา” ท่อนแขนยาวช้อนลงไปใต้ร่างระอุ คิ้วเข้มขมวดงอเข้าหากันในทันที
"โซ่หรือครับ"
"ล่ามไว้ จนกว่าฉันรู้ว่า...เขามาที่นี่ได้ยังไง" เพื่อให้แน่ใจว่าคนหลงทางความจำเสื่อมจะไม่วิ่งเตลิดหนีหายไป ก่อนที่เขาจะสืบรู้ให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมคนที่อยู่ห่างไกลไปเป็นพันไมล์ถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่
“เธอมาที่นี่ทำไม การันต์”
คนไข้มากพิษสงยิ่งกว่าอสรพิษ ลอบทำร้ายเขาทันทีเมื่อฟื้นตัว แต่เพราะรู้จัก รู้ใจ รู้ไส้ รู้พุงกันมามากเขาถึงเฝ้าระวังอยู่แล้ว ราวแขวนผ้าถูกฟาดลงมาวินาทีที่เขาเปิดประตู
“เธอนี่มัน...หมาจิ้งจอกในร่างกระต่าย ไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ” มือหยาบรวบร่างเปลือยเหวี่ยงลงกลับขึ้นไปบนเตียงใหญ่ จากนั้นโถมร่างตามลงไปคร่อมขึงกางขาสั้นแล้วทับมันไว้ด้วยหัวเข่า โซ่เส้นยาวไม่ได้ช่วยรั้งให้การเคลื่อนไหวของคนซมไข้ นอนเหมือนคนใกล้ตายมาหนึ่งวันเต็มๆ ลำบากลำเค็ญแม้แต่น้อย
“ถึงอย่างนั้นผมก็เป็นกระต่ายที่เนื้อนุ่มน่ากินใช่หรือเปล่าล่ะ” มุมปากกระตุกยกไม่มีทีท่าถึงความหวาดกลัว
“ต่อให้เนื้อของเธอมันจะนุ่มแค่ไหน มันก็เต็มไปด้วยยาพิษ”
“ลองแล้วหรือ” มือเล็กลูบลงไปบนแผงอกร้อน สะโพกนิ่มลงน้ำหนักกดทับลงไปตรงส่วนกลางลำตัวของคนตัวใหญ่
“เธอคิดจะทำอะไรกันแน่”
“คุณต่างหากคิดจะทำอะไร คุณรู้จักผม คุณรู้ว่าผมเป็นใคร แต่กลับไม่ยอมบอก ไม่ยอมพูดความจริง คุณมีแผนชั่วอะไรกันแน่” ร่างขาวโน้มตัวชิดเบียดอกแบนบดลงไปกับแผงอกร้อน
“เฮือกกกกก” ลูกน้องคนสนิทเปิดประตูเข้ามา ก่อนจะสะอึกลมหายใจตัวเองเสียงดังเฮือกใหญ่ ข้าวต้มชามใหญ่วางอยู่ในถาดเอียงจนเกือบพลัดตกจากมือ
“ขอโทษครับ ผมแค่จะเอาข้าวต้มกับยาขึ้นมาให้” ตาโตเหลือกค้างพร้อมกับอ้าปากกว้างมองคนทั้งคู่
“เอาวางไว้ตรงนั้น แล้วก็ลงไปได้แล้ว ฉันกับเจ้านายของเธอ เรามีเรื่องสำคัญที่จะต้องทำด้วยกัน”
“เอ่อ....ครับ” เด็กวัยรุ่นหน้าซีดลนลานปิดประตู ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าวิ่งโครมๆ ลงบันได
“เธอจะเล่นตลกอะไรกันแน่ ตกลงว่าเธอความจำเสื่อมจริงหรือเปล่า” ฝ่ามือหยาบตบลงมาบนสะโพกแน่น จากนั้นพลิกตะแคงดันตัวเองให้เปลี่ยนมาคร่อมทับคนตัวเปล่าอยู่ด้านบน
“ทำไมครับ.....ความจำของผมมันมีความสำคัญอะไรกับคุณอย่างนั้นหรือ”
“เธอไม่เคยมีความหมาย ไม่มีความสำคัญอะไรกับความทรงจำของฉันทั้งนั้น”
“แต่ผมกลับรู้สึกว่า ผมอยากมีความทรงจำร่วมกับคุณ” ท่อนแขนเรียวยกโอบขึ้นไปรอบต้นคอหนา ใบหน้าหวานซึ่งยังหลงเหลือร่องรอยฟกช้ำเลื่อนสูงขึ้นไปหา ดวงตากลมจับนิ่งสะกดสายตาเหม่อเอาไว้ ก่อนที่ริมฝีปากนุ่มนั้นแตะเบาๆ ทาบประทับกับเรียวปากอุ่น ฟันแข็งขบลงตรงขอบปากล่างแล้วจูบค้างดูดหน่วงยั่วยวนชวนให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล ท่อนขาเรียวยกขยับดันสูงขึ้นมาชนกับเป้ากางเกงตึง นวดคลึงท่อนเอ็นขนาดใหญ่ภายใต้ร่มผ้า มือบางควานคว้าคลำหาตะขอเหล็กของเข็มขัดหนัง
“เจ้าหลง หยุดนะ” เสียงพร่าเอ่ยออกมาพร้อมกับเลื่อนมือไปหยุดการเคลื่อนไหว
“ทำไมครับ กลัวหรือ...” ลิ้นเรียวแลบออกมาเลียกลีบปากหนา ยื่นจูบดูดคอล้อเล่นกับอารมณ์อีกฝ่าย
“ฉันไม่ได้กลัว แต่ฉันรังเกียจ”
“เป็นความรังเกียจ...ที่แข็ง....ขืนดีนะครับ” มือเล็กล้วงหายเข้าไปใต้ขอบกางเกง แล้วบีบเล่นรูดคลึงท่อนเอ็นอุ่นจนร้อนมือ ปลายนิ้วทั้งห้าควานคว้าบีบจับมันอย่างชำนาญ
“เจ้าหลง....หยุด”
“คุณเปลว!” ผู้ชายหน้าใหม่คนหนึ่งเปิดประตูเข้ามา ขัดจังหวะการเคลื่อนไหวช่วงเวลากำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม
“จีน...”
“คือ...ผมห้ามแล้วนะครับ แต่คุณจีนบอกว่าจะขึ้นมา...” ลูกน้องสนิทวิ่งหน้าตื่นมายืนตาเหลือกมองสองหนุ่มบนเตียงใหญ่
“คุณสองคนกำลังทำอะไรกัน” ชายหนุ่มหน้าไม่คุ้นยืนปากคอสั่นอยู่บริเวณหน้าประตู ตาสองข้างเบิกกว้างเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ตาเนื้อกำลังมองเห็น
“มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดนะ...” เจ้าของกางเกงที่ถูกถีบทิ้งล่นลงไปจนถึงเข่า โหย่งตัวดันขึ้นสูงเหมือนต้องการจะผละจาก
“แก้ผ้า ถ่างขาขี่กันอยู่ขนาดนี้ ยังต้องให้บอกอีกหรือครับว่าเรากำลังทำอะไรกัน” ขาเรียวตวัดขึ้นมาเกี่ยวเอวหนาแล้วออกแรงกระชากเอวแกร่งอันเปล่าเปลือยให้กระแทกกดลงมา
“ปล่อย..” ท่อนแขนใหญ่ขยับผลักต้องการดันตัวเองให้ห่างออก หากแต่คนที่นอนอยู่ข้างใต้ไม่มีเจตนาปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ เมื่อเขาขยับท่า เปลี่ยนลุกขึ้นมานั่ง ร่างขาวจึงถูกดึงรั้งขึ้นมาวางอยู่บนตัก อวดเรือนร่างขาวอล่างฉ่างสะท้อนแสงแดดอ่อนในยามเช้าชวนมอง
“อ๊า...ซี้ด เบาหน่อยสิครับ..คุณเปลว” คนความจำเสื่อมแต่เจ้าเล่ห์ซี้ดปากร้องเสียวเสียงรัญจวน
“คุณจีน...เราลงไปรอข้างล่างเถอะครับ” ลูกน้องหน้าซีดรีบดึงแขนแขกให้ถอยหลังกลับ
“ที่คุณบอกผมว่า...มีเรื่องสำคัญต้องจัดการ คือสิ่งนี้อย่างนั้นหรือ” น้ำตาใสไหลลงมาจากดวงตาข้างหนึ่ง
“ไม่ใช่....” เสียงแหบปฏิเสธแผ่วจนเกือบไม่พ้นลำคอ
“ใช่...นี่เป็นเรื่องสำคัญระหว่างเราสองคน คุณช่วยลงไปรอเราสองคนข้างล่างสักครู่ได้หรือเปล่า เพราะผมกับเขา เรายังไม่เสร็จธุระกัน ยิ่งคุณยืนอยู่นานเท่าไหร่ คุณจะยิ่งเห็นภาพบาดตาบาดใจมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นทางที่ดี...ออกไปดีกว่า ขอเวลาส่วนตัวให้เราสองคนสักครู่” ปากบางประกบจูบดูดแกล้งคนที่ยังสับสน จนกระทั่งเสียงประตูห้องถูกดีดให้ปิดลง มือหยาบจึงคว้าเอวเล็กนั้นจับยกทุ่มลงกับเตียงเสียงลั่นดังโครมใหญ่
“อ๊า...เบาหน่อยสิครับ...ผมเจ็บนะ” รอยยิ้มเยาะหยันเย้ยปรากฏขึ้น พร้อมกับหน้าเรียวเหลียวมองบานประตูไม้
“เธอมันเลว...เจ้าเล่ห์” เสียงข่มขับเขี้ยวเคี้ยวอารมณ์โกรธปะทุขึ้นทันที เมื่อรู้ว่ากำลังถูกจิ้งจอกน้อยปั่นหัวเล่น
"ผมนะหรือเลว ถ้าอย่างนั้น...ลงโทษคนเลวสิครับ เอาให้สาสม"
"ฉันอยากจะฆ่าเธอให้ตายคามือ"
“ถ้าอย่างนั้น...ทำแรงกว่านี้สิครับ เอาแรงๆ แรงอีก แรงอีกสิ” เสียงหวานร้องดังจงใจให้คนที่อยู่อีกด้านของบานประตูได้ยิน
โครม ครึ้ม เสียงการต่อสู้จากการกอดรัดฟัดเหวี่ยง พยายามดิ้นรนเพื่อพาตัวเองให้พ้นไปจากการใส่ร้ายสร้างสถานการณ์ลวง ทำให้อารมณ์คุปะทุสูงขึ้นมา ตู้ โต๊ะ เตียงนอน ผ้าห่ม หมอน ข้าวของทั้งหลายถูกเหวี่ยงกระจัดกระจายไปทั่วห้อง สลับกับเสียงร้องโหยหวนฟังแล้วชวนสยิว ขัดกับความจริงที่ร่างเล็กบอบช้ำจนกระดูกเหมือนกำลังจะป่นกลายเป็นผง
“เธอมันงูพิษ...เคยเลวยังไง ก็เลวอยู่อย่างนั้น ฉันน่าจะปล่อยให้เธอนอนตายอยู่ข้างถนน...เหมือนหมาตัวหนึ่ง”
“ยอมรับแล้วใช่หรือเปล่าว่าเราสองคน...เคยรู้จักกัน” เจ้าของความจำอันมืดดำว่างเปล่ายิ้มอย่างมีชัย เมื่อในที่สุดแผนที่วางไว้ก็สำเร็จ อย่าน้อยตอนนี้เขาก็รู้ว่ามีคนที่รู้ที่มาที่ไปของตัวเองแน่ๆ ติดอยู่เพียงแต่เขาไม่ยอมพูดความจริงเท่านั้น
“ฉันไม่อยากรู้จักเธอ...เจ้าหมาหลงทาง”
“ถ้าคุณยังไม่ยอมบอกความจริงว่าผมเป็นใคร ก็ได้....ถ้าอย่างนั้นเรามาสนุกกันหน่อยสิ”
อีกฟากของบานประตู ชายหนุ่มผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักเจ้าของโครงการสัมปทานการขนไม้และงานระเบิดหินยืนฟังเสียงครางแสนรัญจวนด้วยเนื้อตัวอันสั่นเกร็งเพราะความโกรธ
“คุณจีนครับเราลงไปกันเถอะ...”
“ไอ้เด็กนั่น....มันเป็นใคร”
“เอ่อ เราลงไปรอ..”
“อ๊า..แรงๆ สิ เอาแรงกว่านี้อีก” เสียงลอดข้ามมาขัดจังหวะบทสนทนา
“ยังอยากได้แรงกว่านี้อีกมั้ย” เสียงเข้มคำรามผ่านมา
“ขอแรงกว่านี้อีก...ต้องอย่างนี้สิ มันถึงจะสะใจ”
“กูถามว่ามันเป็นใคร!” มือเรียวกระชากคอเสื้อเก่านั้นขึ้นมาแต่สายตายังจับอยู่ที่ประตูไม้ เพราะเวลานี้เสียงเตียงนอนจากด้านในนั้นมันลั่นโครมๆ ตามมาด้วยเสียงคำรามหื่นห่ามสั่นบ้านทั้งหลัง
“แค่...แค่...แค่คนหลงทางครับ”
ผ่านไปนานร่วมสามสิบนาทีกว่าคนทั้งสองจะเดินลงมาจากบันได สายตาเกรี้ยวกราดดุร้ายของชายคนรักทำให้เขารู้สึกอึดอัด ความจริงที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่อีกฝ่ายถูกทำให้เข้าใจ มันไม่ใช่สิ่งง่ายที่เขาจะอธิบายได้ว่าระหว่างเขากับอสรพิษตัวเล็กนั่นมันไม่ใช่เรื่องจริง
“จีน” เจ้าของบ้านเปลี่ยนใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ขยับเดินเข้ามาใกล้
“คุณอยากอธิบายเรื่องนี้ให้ผมฟังมั้ย” แววตาเจ็บแค้นแหงนมองชายคนรักด้วยความเจ็บช้ำแค้นใจ
“ผมกับเขา...เราไม่ได้มีอะไรกัน”
“ไม่มีอะไรกัน....” มือนุ่มกระชากคอเสื้อตัวใหม่ให้เปิดออก เห็นเป็นร่องรอยดูดแดงห้อเลือดกระจายจนเต็มทั้งลำคอ แผงอกและเนื้อตัว
“เชื่อพวกเราเถอะ...เราไม่มี...อะไรกันจริงๆ” คนหลงทางความจำเสื่อมเดินตามลงมาอย่างช้าๆ มือบางปลดเชือกถอดกางเกงหลวมลงไปกองกับพื้น ก่อนจะสะบัดบั้นท้ายซึ่งเต็มไปด้วยรอยฝ่ามือ อีกทั้งรอยเขี้ยว รอยกัด กระจัดกระจายจนเต็มร่าง
“จิ๊...ขอโทษด้วย ที่อาจทำให้คุณสองคนเข้าใจผิดกัน...แต่ผมกับคุณเปลว....เราไม่มีอะไรกัน....จริงๆ นะ”
“ไอ้คนเลว!”
